ทิม พิธา อภิปรายครั้งแรก ทำสภาสะเทือน ซัดจะจะเหตุใดไทยผลิตได้มาก แต่ได้เงินน้อย

จำนวนผู้เข้าชม : 2697 04/07/2019

ทิม พิธา อภิปรายแก้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แบ่งดำเนินการ 3 ระยะ สั้น-กลาง-ยาว พร้อมหนุนนำผลผลิต มาแปรรูปเป็นไซเดอร์-แอลกอฮอล์ แต่ไม่ใช่การสนับสนุนให้คนดื่มแอลกอฮอล์

ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ทิม พิธา
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่


          เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ที่รัฐสภาชั่วคราว หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในการพิจารณา ญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ขอแบ่งการอภิปรายเรื่องการแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และยาว ซึ่งข้อมูลที่ใช้อภิปรายนั้น มาจากสำนักเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเดียวกับสำนักวิชาการเตรียมให้กับ ส.ส. หากแต่ตนพยายามใช้ราคาที่อัปเดตและเปรียบเทียบมากกว่า 1 ปี เพื่อให้เห็นภาพรวมของวงจรสินค้าเกษตร

          1. ระยะสั้น ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ คงหนีไม่พ้นเรื่องฤดูกาล การลักลอบ การนำเข้าจากต่างประเทศ และการเอารัดเอาเปรียบพ่อค้า เหล่านี้ กดราคาพืชผลเกษตรอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างพืชผลที่จะออกเร็ว ๆ นี้อย่าง เงาะ ลิ้นจี่ ลำไย และสับปะรด ล้วนมีปัญหาสรุปได้ประโยคเดียว คือ ผลไม้ไทยในเงาล้งต่างประเทศ เช่น ลำไย จริงอยู่ว่ามีการสนับสนุนให้มีการปลูกนอกฤดู ใช้สารเร่งให้ออกนอกฤดู เพื่อพยุงราคาให้มีเสถียรภาพ แต่อย่างไรก็ตาม ในการส่งออก เกษตรกรก็ต้องพึ่งล้งต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสให้ล้งต่างประเทศเอาเปรียบเกษตรกรได้ ลำไยนั้นมีหลายเกรด ราคาต่างกันตั้งแต่ 25-40 บาท แต่ตราบใดที่ภาครัฐไม่เข้าไปช่วยเหลือ ล้งต่างประเทศมีวิธีคละเกรดและกดราคา ซึ่งพี่น้องเกษตรกรไทย ไม่มีความสามารถต่อรองในการทำธุรกิจด้วยได้ ทั้งนี้ มีคดีความระหว่างเกษตรกรกับล้งต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องนี้พาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ ต้องเข้าไปช่วยเหลือ

 


          ในส่วนของการลักลอบ หนีไม่พ้นเรื่องของราคามะพร้าว ซึ่งปัจจุบันลูกละ 5 บาท จากแต่เดิมเคยราคาสูงถึงลูกละ 21 บาท เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่า เป็นเพราะการลักลอบนำมะพร้าวเถื่อนเข้ามา รวมถึงการนำเข้ามะพร้าวตามโควตา WTO อีกทั้ง การตกสำรวจพื้นที่ปลูก ทำให้เราไม่รู้ว่ามะพร้าวมีอุปทานเท่าไร หรือปัญหาประมง สัตว์น้ำจากต่างประเทศ ที่ถูกลักลอบนำเข้ามาในสินค้าประมงไทยมีมากกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้เป็นปัญหาระดับปฏิบัติ ไม่ใช่ระดับนโยบาย ดังนั้น ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ ศุลกากร ต้องเพิ่มการตรวจอย่างเข้มแข็งก็จะสามารถช่วยบรรเทาได้

          2. ระยะกลาง  เป็นเรื่องของดุลยภาพและการกระจายความเสี่ยง โดยดุลยภาพ คือ ความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ ทั้งนี้ ด้านอุปทาน การเกษตรไทยนั้นพัฒนาแบบพืชเชิงเดี่ยวมาตลอด พืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว มัน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และอ้อย ใช้พื้นที่ปลูกรวมกันสูงถึง 82 เปอร์เซ็นต์ และมีการกระจุกกันของพื้นที่ มีความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ ขาดความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม ได้เปลี่ยนความกระจุกและกระจายความเสี่ยงออกไป โดยมีความหลากหลายมากขึ้นในการปลูก เขามีเรื่องการปลูกพืชสมุนไพร ปลูกป่าไม้ ซึ่งมีราคาสูงกว่า

 


          ด้านอุปสงค์ ความกระจุกตัวนี้ยกตัวอย่างผลไม้ เช่น ทุเรียนและยางพารา สินค้าทั้ง 2 ประเภทนี้ราคาต่างกัน ตัวหนึ่งราคาขึ้น ส่วนอีกตัวราคาตก แต่มีข้อเหมือนกันนั่นคือ การพึ่งตลาดเพียงตลาดเดียวคือ จีน ซึ่งสูงถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ บางคนอาจจะแย้งว่า มีการส่งไปเวียดนามด้วย แต่ถ้าลงไปในไปพื้นที่ถามเกษตรกรจะพบว่า การที่เราส่งไปเวียดนามนั้นเพื่อได้ประโยชน์ภาษี ดังนั้น เรื่องนี้ทูตพาณิชย์ต้องเร่งเปิดตลาดใหม่ให้ประเทศไทย เช่น ตลาดอย่างตะวันออกกลาง เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ ต้องสอนการส่งออกไปสู่ประเทศเหล่านี้ เพราะถ้าสงครามการค้าระหว่างจีน-อเมริกา ไม่จบ โครงการวันโร้ด วันเบลท์ ของจีนเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ รับรองได้เลยว่า สินค้าอย่างทุเรียนจากมาเลเซียซึ่งได้รับความนิยมจากจีนเข้าไปแน่นอน ซึ่งเป็นไปได้ที่เราจะถูกกดราคาในอนาคต

          3. ระยะยาว เป็นการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าโดยวิทยาศาสตร์และศิลปะ ทั้งนี้ ในส่วนของวิทยาศาสตร์ เราพูดเรื่องการแปรรูปสินค้าเกษตรมากว่า 20 ปี แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ควรจะเป็น คือ ต้องเกิดการแปรรูปในพื้นที่และข้ามอุตสาหกรรม ต้องมีโรงงานแปรรูปในท้องถิ่นเพื่อลดการขนส่ง ไม่ใช่ว่าปลูกมะพร้าวที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้ววิ่งไปส่งแปรรูปที่ จ.นครปฐม

          ส่วนการแปรรูปข้ามอุตสาหกรรม ขอยกตัวอย่าง ข้าว 1 เม็ด วันนี้เป็นข้าวสาร 40 เปอร์เซ็นต์ หากแต่ยังมีแกลบ รำข้าว อยู่ด้วย ซึ่งแกลบเอาไปเผาทำโซลาเซลล์ได้ รำข้าวสามารถสกัดทำน้ำมันรำข้าวตลอดจนมีสารช่วยป้องกันโรคเบาหวานซึ่งขายกิโลกรัมละ 4,000-5,000 บาท หรือเปลือกทุเรียนสามารถทำน้ำยาบ้วนปากยับยั้งแบคทีเรียได้ มังคุดมีสารต้านอนุมูลอิสระ หลายท่านอาจไม่ทราบว่า ตอนนี้มีบริษัทจากออสเตรเลียบินมาเอาเมล็ดทุเรียนไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นต้น เราจะเห็นได้ประเทศอื่นทำน้อยแต่ได้มาก หากแต่เราทำมากและได้น้อย ซึ่งแบบนี้ไม่สามารถพัฒนาได้ในอนาคต

          นอกจากนี้ ต้องคิดถึงเรื่องงบวิจัยการเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลขไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ในการชดเชยข้าวต่อปีเราใช้เงิน 1 แสนล้านบาท แต่งบประมาณในการทำวิจัยเกษตร ใช้เพียง 1 พันล้านบาทเท่านั้น อย่างนี้แล้วจะเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร ถ้าไม่มีการวิจัยเกิดขึ้นในประเทศ นอกจากนี้ยังมีเรื่องวัฒนธรรม ศิลปะ การกินดื่มของเราก็ไม่แพ้ใคร ในที่นี้ถ้าเราเดินไปเข้าร้านสะดวกซื้อเบียร์ 1 กระป๋อง นั่นคือ การสนับสนุนเกษตรกรออสเตรเลีย ยุโรป, ซื้อ ไวน์ 1 ขวด นั่นคือ การสนับสนุนเกษตรกรออสเตรเลีย ฝรั่งเศส ชิลี, ซื้อโซจู 1 ขวด นั่นคือ การสนับสนุนเกษตรกรเกาหลี หรือซื้อสาเก เหล้าบ๊วย 1 ขวด นั่นคือ การสนับสนุนเกษตรกรญี่ปุ่น เป็นต้น

          ในขณะที่พืชผลเกษตรไทย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเหนียว เกสรมะพร้าว มันแกว ข้าวโพด รวมถึงผลไม้ต่าง ๆ ที่ทำเป็นไซเดอร์ กลับแปรรูปและทำไม่ได้ เนื่องจากเหตุผลทางกฎหมายบางอย่าง พูดให้ชัดตรงนี้ว่า การสนับสนุนให้แปรรูปผลิตผลเกษตรเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ได้เท่ากับสนับสนุนให้มีการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังมีอยู่ การดื่มอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบคือเรื่องจำเป็น แต่ถ้าไม่เปิดโอกาสเรื่องการแปรรูป เกษตรกรจะไม่มีสิทธิ์เพิ่มมูลค่าสินค้าตัวเองในระยะยาวได้เลย    

          จากที่อภิปรายมาทั้งหมด นั้นก็เพื่อสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญให้ศึกษาราคาพืชผลการเกษตร และจากที่ตนติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาทุกครั้งก็จะเห็นว่ามีการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งในอนาคต ก็หวังว่าจะเป็นเปลี่ยนชื่อกรรมาธิการเป็นคำว่า ราคาและประสิทธิภาพแทน เพราะประสิทธิภาพเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ ทำให้สามเหลี่ยมนี้พลิกกลับได้  

 

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก 


ชื่อ
ไอคอน
ข้อความ
รหัส
 
 
 
ยังไม่มีความคิดเห็น