ตำรวจยอมอ่อน ผ่อนปรนนั่งแค็บกระบะเป็นกรณี ต้องจำเป็น-เดินทางไม่ไกล

จำนวนผู้เข้าชม : 226 05/04/2017

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยอมผ่อนปรนกรณีนั่งแค็บหลังรถกระบะ พิจารณาเป็นกรณี แนะนั่งรถโดยสารกลับภูมิลำเนา ย้ำห้ามฝืนกฎหมาย

       จากกรณีที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งห้ามนั่งแค็บหลังกระบะ หากพบเห็นจะปรับทันที เนื่องจากในการจดทะเบียนรถกระบะนั้นจะจดทะเบียนเป็นรถกระบะบรรทุกส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง เป็นป้ายทะเบียนขาว ตัวอักษรสีเขียว อีกทั้งแค็บมีไว้เพื่อตั้งสิ่งของเท่านั้น 

 

       เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 5 เมษายน 2560 พล.ต.ท. วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายจราจรของรถยนต์ส่วนบุคคลและรถสาธารณะนั้น จะเริ่มบังคับใช้จริงในวันนี้ (5 เมษายน 2560) เป็นวันแรก ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้ายังไม่ได้รับรายงานการจับปรับตามกฎหมาย คาดว่าจะมีข้อมูลรายงานตัวเลขเบื้องต้นรายงานเข้ามาในช่วงเย็น


       พล.ต.ท. วิทยา ระบุอีกว่า ในวันนี้จะเน้นบังคับใช้กฎหมายเป็นพิเศษในเรื่องการไม่สวมหมวกนิรภัย, การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย รวมถึงการไม่มีใบอนุญาตขับขี่, เมาแล้วขับ และขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งจะกวดขันทั้งรถส่วนบุคคลและรถของหน่วยงานราชการโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งเท่าที่สังเกตพบว่าประชาชนทำตามกฎหมายมากขึ้น

       ในส่วนของประเด็นที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้เกี่ยวกับการนั่งแค็บรถกระบะนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะมีการผ่อนปรนการบรรทุกผู้โดยสาร ซึ่งหากพิจารณาว่ามีความจำเป็นและเดินทางไม่ไกล ก็จะใช้การตักเตือน แต่หากพบการบรรทุกในเชิงรับจ้างขนส่ง เช่น รถที่ดัดแปลงให้คนนั่ง 2 ชั้น ตรงกระบะท้าย เช่นนี้เจตนาขนคนชัดเจน ก็จะถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย

       อย่างไรก็ดีการที่เจ้าของรถติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่แค็บหลังนั้น ก็ต้องผ่านการตรวจรับรองประเภทรถก่อน ถ้าได้รับรองก็สามารถบรรทุกคนได้ แต่ถ้าไม่รับรองก็ต้องจับกุมเพราะถือว่าผิดกฎหมาย ทั้งนี้ขอเชิญชวนให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยการใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งข้อกฎหมายทั้งหมดเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้หมดแล้ว

       พล.ต.ท. วิทยา กล่าวต่อว่า ในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์นี้ จะกวดขันไม่อนุญาตการนั่งแค็บรถกระบะตั้งแต่ต้นทาง โดยจุดแรกจะตักเตือน และต้องนำคนออกไปโดยสารวิธีอื่นที่ถูกกฎหมาย เช่นรถสาธารณะ โดยไม่มีการเปรียบเทียบปรับ แต่หากผ่านไปยังจุดที่ 2 จุดที่ 3 นั้นถือว่าเจตนาละเมิดกฎหมาย จึงขอย้ำว่าให้ทำตามกฎหมายตั้งแต่ต้นดีกว่า เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้แม้กระแสสังคมระบุว่ากฎหมายห้ามนั่งกระบะหลังและแค็บไม่เอื้อกับคนรายได้น้อยนั้น ก็ต้องบอกว่าต้องไปแก้กฎหมาย ในเมื่อกฎหมายออกมาเช่นนี้ ตำรวจต้องทำตาม บังคับใช้กฎหมายนี้ ตนจะบอกให้ตำรวจทั่วประเทศละเว้นกฎหมายคงไม่ได้หรอก

       ด้าน พล.ต.อ. สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา (สบ.10) กล่าวว่า การใช้กฎหมายดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างกฎหมายเพื่อเรียกค่าปรับจากประชาชน แต่ถ้าหากพบเห็น สามารถร้องเรียนมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เช่น สายด่วน 1599

ที่มา  http://www.komchadluek.net/news/regional/269793



ชื่อ
ไอคอน
ข้อความ
รหัส
 
 
 
ยังไม่มีความคิดเห็น

  กด Like Fanpage SiamZa.Com ติดตามข่าวสาร ได้ง่ายๆครับ