เสี่ยอู๊ด ร่ายความในใจ 11 เรื่อง อ่านแล้วเศร้า... ในวันที่เขาหมดอำนาจเงิน

จำนวนผู้เข้าชม : 19045 02/11/2015

    แชร์สนั่น ข้อความจากไลน์  "เสี่ยอู๊ด" สิทธิกร บุญฉิม ยก 11 เรื่องจริง ในวันที่ถูกมองเป็นคนไม่ดี บ่งบอกถึงความน้อยใจอย่างที่สุด 

           การจากไปของ "เสี่ยอู๊ด" สิทธิกร บุญฉิม วัย 44 ปี กลายมาเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่สร้างความตกอกตกใจให้สังคมไม่น้อย หลังจากที่ชื่อของเขาหายไปจากหน้าสื่อประเทศไทยพักใหญ่ การกลับมาปรากฏตัวต่อสังคมคราวนี้เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณที่ถูกพบเป็นศพภายในโรงแรมแห่งหนึ่งที่พิษณุโลก 

           และสาเหตุนั้น เบื้องต้นน้ำหนักเทไปที่การฆ่าตัวตาย เนื่องจากพบการใช้ยาเกินขนาด 

           ภายหลังจากการพบศพเซียนพระคนดัง ก็ได้มีการเปิดเผยข้อความของ "เสี่ยอู๊ด" ที่ระบุว่าเป็นข้อความจากไลน์ส่วนตัวเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2558 เจ้าตัวร่ายมหากาพย์ 11 เรื่อง ในหัวข้อ คำคมข้อคิด จากบัณฑิต ม.3 "ผู้ให้ทำชั่ว ไม่มี..ผู้รับทำดี ไม่มีชั่ว" เนื้อหาเรื่องราวบอกเล่าถึงความน้อยใจจากบุคคลต่าง ๆ ที่เขาเองก็เคยช่วยเหลือ แต่ในวันที่เขาตกต่ำนั้นกลับหมดประโยชน์... 

           หมายเหตุ 11 เรื่องจริง อิงอุทาหรณ์สอนใจ !!

           การจะหาคนดีที่ไหนก็ไม่มีแน่ ถ้าตัวเราไม่ดีแท้ในสายตาเขา สำหรับปุถุชนคนทั่วไปที่ยังยึดติดลาภ ยศ สุข สรรเสริญ วันใดเราหมดสิ้นหรือไม่ให้ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ บุคคลเหล่านั้นก็ใช่จะเห็นเราว่าเป็นคนดี

           ถ้าหวังให้ใครดีกับเราตลอด

           เราก็ต้องคิดดี พูดดี และทำดี ให้กับเขาตลอดไป แม้เราจะเคยทำดี เคยช่วยเหลือ เคยให้เขามามากมาย ยิ่งใหญ่ และยาวนานขนาดไหน แต่ถ้าวันใดเราขัดใจไม่ดีกับเขาแม้เพียงครั้ง เขาก็จะเห็นเราไม่ใช่คนดีทันที

           ผมเชื่อ ไม่ว่าใคร ๆ ในโลกก็อยากให้ อยากช่วย หรืออยากทำดี กับคนที่เป็นคนดีจริง ๆ แต่ในความเป็นจริง คนที่จะดีจริง ดีตลอดไป กลับไม่มี เพราะถ้าเขาไม่ได้รับสิ่งที่ดีจากเราตลอดไป การกระทำก็จะปรับเปลี่ยนไปตลอดกาล เหตุการณ์ที่ผมจะกล่าวข้างล่างต่อไปนี้ ผมมิได้ว่าใครไม่ดี หรือจะว่าใครชั่ว ก็หาไม่ หากแต่การกระทำของทุกท่าน เป็นธรรมชาติความจริงของมนุษย์ครับ

           ขอยกอุทาหรณ์ 11 เรื่อง ดังนี้...

1. ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

           ผมเคยมอบเงิน 186 ล้านบาท สร้างศูนย์กลางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามที่ขอ สมัยนั้นเขายกย่องผมเป็นประธาน แต่เมื่อพระพรหมบัณฑิต อธิการบดีทำไม่ถูกต้องเป็นเหตุทำให้ผมเกือบติดคุกสมัยนั้น รวมทั้งทำให้ผมต้องตกเป็นข่าวเสื่อมเสีย เขาจึงถูกผมตำหนิ นับแต่นั้นพวกเขาก็ไม่เกี่ยวข้องกับผม ต่อมาผมตำหนิที่เขาปกปิดบิดเบือนความจริงอันเกี่ยวกับการอุปถัมภ์ของผม 8 ปีนับจากเกิดคดีสมเด็จเหนือหัว เขาจึงไม่ไปเยี่ยมที่คุก ถึงวันที่พ้นโทษผมได้มามหาวิทยาลัยนี้เป็นครั้งแรก เขาทั้งหลายรังเกียจสถานภาพนักโทษของผม จึงไม่ต้อนรับ และไม่รับผิดชอบต่อสัญญาที่เคยทำไว้กับผม เหตุเพราะเขาเห็นผมเป็นคนชั่วไปแล้ว

2. สภาสังคมสงเคราะห์ฯ

           ผมเคยมอบเงินกว่า 100 ล้านบาท ให้สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ตามที่เขาขอ สมัยนั้นเขาให้เกียรติผมกว่าใคร ๆ แต่พอนายอำนวย อินทุภูติ ประมุขของ 2 องค์กรถูกผมสอบถามเรื่องการใช้เงินบริจาค และการไม่นำเงินของผมออกมาช่วยประชาชนคราวน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นับแต่บัดนั้นเขาก็เสนอเรื่องให้ประมุขท่านปัจจุบัน ฟ้องร้องแก้เกี้ยวเรียกจะเอาเงินเพิ่มอีก 100 ล้าน ที่ตนเคยขอความอนุเคราะห์จากผม 194 ล้าน แต่ได้ไปแค่ 94 ล้าน เขาอ้างว่าผมยังต้องให้เขาอีก 100 ล้าน เขาจะฟ้องผมทั้ง ๆ ที่เป็นการขอจากผมแท้ ๆ ที่เขาจะฟ้องเพราะเห็นผมเป็นคนไม่ดีไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เงิน 100 ล้าน จากปัญญาของผม เขายังใช้ไม่หมด เงินยังคงเหลืออยู่ แต่เจ้าของเงินกลายเป็นคนชั่วไปแล้ว

3. มูลนิธิ & โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี

           ผมเคยอุปถัมภ์เงิน 132 ล้านบาท ให้โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี พอ นพ.ชัยพร กันกา อดีตผู้อำนวยการ เป็นต้นเหตุทำให้ผมถูกกลั่นแกล้งจนเป็นคดีความติดคุกเสื่อมเสียสถานภาพ นับแต่บัดนั้นพวกเขาก็ไม่เห็นความสำคัญเหมือนครั้งแรก ๆ ที่ขอเงินจากผม และเมื่อผมออกจากคุกได้พูดเรื่องเงินของผมที่สูญหายไป พูดเรื่องที่พวกเขาทำป้ายประวัติการอุปถัมภ์ของผมเป็นเท็จ พร้อมพูดเรื่องต่าง ๆ ที่ทีมมูลนิธิศูนย์มะเร็ง โดยนางวัชรี เทียนสุวรรณ, นพ.ชัยพร กันกา เคยทำไม่ดีกับผม ณ วันนี้ นางวัชรี เทียนสุวรรณ ประธานมูลนิธิฯ, นพ.ชัยพร กันกา อดีต ผอ.,นางวันเพ็ญ ไกรพันธ์ เลขาฯ ซึ่งเคยมีอำนาจในโรงพยาบาล จากที่เคยเอาอกเอาใจต้อนหน้าต้อนหลังผม ครั้งอยากได้เงิน แต่เมื่อได้เงินไปเกินขอแล้ว ตอนนี้ทั้งทีมก็เปลี่ยนไปทันที ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เริ่มขอเงินผม ปัจจุบัน นางวัชรี, นพ.ชัยพร, นางวันเพ็ญ หายหน้าไปไม่เห็นแม้เงา คงเหลือแต่ นพ.สมภพ ผู้อำนวยการท่านปัจจุบัน พร้อมทีมคณะผู้บริหาร และคณะแพทย์-พยาบาล จนท. ท่านอื่น ๆ ยังเหมือนเดิม !!! ส่วนทีมผู้มีอำนาจเดิมที่หายหน้าไป เพราะวันนี้เห็นผมเป็นคนไม่ดีไปแล้วครับ

4. มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ฯ

           ผมเคยมอบเงินทำให้มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีทุนครบ 100 ล้านบาท สมัยนั้นมูลนิธิทำโล่มามอบให้ แต่ผมไม่ไปรับ ต่อมามูลนิธิให้ผมสร้างพระสมเด็จเหนือหัวแทน พอผมเกิดคดีความถูกจับ ทันใดนั้นประธานมูลนิธิก็พูดกับ DSI ว่า "นายสิทธิกร บุญฉิม ทำให้มูลนิธิเสื่อมเสียชื่อเสียง" และเหล่าคณะกรรมการมูลนิธิก็ไปปฏิเสธที่ศาลอาญา ว่ามิได้ให้ผมจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัว นับตั้งแต่บัดนั้นชาวมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ก็รังเกียจผมเป็นต้นมาในฐานะคนชั่วที่ทำงานให้พวกเขาแล้วเสียชื่อเสียง เขาว่าผมชั่วทั้ง ๆ ที่เงินสมทบทุน 100 ล้านจากผม พวกเขายังใช้ดอกผลอยู่

5. บ้านเกิด อำเภอบ้านฉาง

           ผมเคยสร้างสาธารณประโยชน์ ให้วัดและโรงเรียนในบ้านเกิด อำเภอบ้านฉาง มากมายหลายสิบล้าน สร้างให้ชนิดที่ไม่มีใครในอำเภอกล้าทำ สมัยนั้นทางวัดยกย่องสรรเสริญผมเหมือนเทวดา แต่คราวผมติดคุกเสื่อมเสียชื่อเสียง พระครูวรธรรมโกษาภิรักษ์ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณรังสรรค์ (วัดยายร้า) ก็รังเกียจผมตามกระแสสังคม จึงไม่ยอมไปเบิกความจริงช่วยผมที่ศาลอาญา ผมจึงตำหนิออกจากคุกกรณีที่ท่านไร้น้ำใจ นับแต่นั้นเจ้าอาวาสและเหล่าพระเณรบางรูป และบุคคลบางกลุ่ม ก็ไม่ดีต่อผมทันทีโดยเจ้าอาวาสจะไม่ยอมให้อาคารเรียนติดชื่อผม ตามที่ท่านเคยตั้งนามผมเองคราวรับเงินไปสร้าง และท่านก็ทวงเงินเพียง 2 หมื่นที่ให้น้องสาวผมคราวคลอดลูก เจ้าอาวาสปล่อยให้พระบางรูปในวัดด่าว่าผมและพี่น้องของผม โดยท่านลืมการกระทำของตนสมัยก่อน ที่เอาอกเอาใจผมทุกอย่าง ขนาดผมจะกลับท่านจะส่งผมขึ้นรถ ปิดประตูให้ ปัจจุบันการกระทำของท่านเปลี่ยนไป ทั้ง ๆ ที่ถาวรวัตถุที่ผมสร้างให้วัด โรงเรียน ยังคงได้ใช้ ได้อาศัยอยู่ แต่ความดีที่ท่านเคยดีกับผมไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะเขาเห็นผมเป็นคนไม่ดี ไม่มีผลประโยชน์ให้ได้ดังเดิม

6. วัดสุทัศนเทพวราราม

           ผมเคยหาเงินให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และวัดสุทัศนเทพวราราม มากมายหลายสิบ หลายร้อยล้าน สมัยนั้นเวลาผมมาพบสมเด็จที่วัดท่านจะเดินไปส่งผมถึงประตูคณะ แต่ยามที่ผมติดคุกเสื่อมเสียชื่อเสียง เพราะปกป้องเรื่องการสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ไม่ให้ความผิดถึงตัวสมเด็จฯ นับจากนั้นชาววัดสุทัศนเทพวราราม ก็รังเกียจผม ด่าผม แม้กระทั่งพระที่ผมเคยอุปการะบวชจนได้เป็นเจ้าคุณและเคยให้ทุนเล่าเรียนสมัยบวชใหม่ ๆ ท่านก็ยังด่าผม ส่วนที่ผมแพ้คดีล่มสลายมาจนบัดนี้ ตามคำพิพากษาระบุว่า เป็นเพราะคำให้การของสมเด็จเจ้าอาวาสวัดสุทัศนฯ ที่ผมปกป้อง ณ วันนี้พระในวัดสุทัศนฯล้วนรังเกียจผมว่าเป็นคนชั่ว ทั้ง ๆ ที่พระทั้งหลายยังเดินอยู่บนถนนที่ผมบูรณะให้ และยังนั่งอยู่บนเก้าอี้มุกที่ผมทำถวายไว้นับร้อย ๆ ตัว สรุปพระทั้งวัดเห็นผมเป็นคนไม่ดีไปแล้ว

7. ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์

 

           ผมเคยช่วย เคยให้ แก่ครอบครัวฟิล์ม รัฐภูมิ ในยามล้มละลายเกือบ 10 ล้านบาท (ให้ฟรี) สมัยนั้นผมเมื่อยตัว แม่ฟิล์ม นางโคมนต์ ก็จะคอยมาบีบนวดให้ พี่ชายฟิล์มก็มาขับรถให้ ต่อมาฟิล์มไปบอกสื่อว่า ผมไปแอบอ้างว่ารู้จักเขา ผมจึงต้องตำหนิเขา นับแต่บัดนั้นฟิล์มและครอบครัวก็ด่าว่าผมเป็นคนไม่ดี ผมติดคุก 5 ปี นอกจากพวกเขาไม่เคยไปเยี่ยมแล้ว ยามมีคนสนิทของผมพูดถึงชื่อผม แม่ฟิล์มได้ยินจะตำหนิว่า "จะคุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่อย่าเอ่ยถึงคนชื่อนี้ให้ได้ยินอีกนะ" และล่าสุดผมออกจากคุก ตัวฟิล์มให้ข่าวว่า "ขอเตือนเหล่าดารา ระวังจะถูกผมหลอกลวง" วันนี้ฟิล์มและพ่อแม่ พี่ชาย เห็นผมเป็นคนชั่วร้าย เขาจึงกล่าวเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ยังอาศัยอยู่ในตึกที่ผมประมูลจากแบงก์เอากลับมาให้ฟรี ๆ นอกจากฟิล์มจะเห็นผมเป็นคนชั่วแล้ว พ่อแม่เขาก็ไม่คบและไม่ยอมพบหน้าผมนับตั้งแต่ได้บ้านไปอีกเลย

8. วัดนิยมยาตรา บางบ่อ

           ผมเคยหาเงินให้ครึ่งหนึ่ง ครั้งริเริ่มสร้างอาคารเรียน และบริจาคเงินทั้งหมดบูรณะอุโบสถ ให้ทุนริเริ่มสร้างศาลา สร้างพระเครื่องให้วัดจำนวนมาก พร้อมทำสิ่งของต่าง ๆ ไว้มากมายให้วัดนิยมยาตรา อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ รวมทั้งขอพัดยศให้เจ้าอาวาส สมัยนั้นทางวัดเอาใจผมทุกอย่าง แต่หลังจากที่ผมเข้าคุก ก็ไม่มีกำลังจะมาช่วยสร้างสิ่งต่าง ๆ ต่อ ภายหลังในอาคารเรียนที่สร้างเสร็จ ได้ปรากฏจารึกชื่อผู้เกี่ยวข้องมากมาย ยกเว้นชื่อนักโทษอย่างผม ทั่วทั้งวัด ไม่มีสิ่งใดที่จะทำยกย่องผม รวมทั้งตัวเจ้าอาวาสก็ไม่เคยพบหน้าผมตั้งแต่ก่อนเข้าคุกจนปัจจุบัน แม้ผมพ้นโทษและมาไหว้พระถึงวัดหลายครั้ง เจ้าอาวาสก็ไม่ยอมเจอหน้าผม เหตุเพราะสิทธิกร บุญฉิม เป็นคนไม่ดี !!!

9. วัดสมบูรณาราม บ้านฉาง

           ผมเคยถวายเงินและหาเงินรวม 23 ล้านให้วัดสมบูรณาราม อ.บ้านฉาง จ.ระยอง สร้างอุโบสถใหม่ สมัยนั้นทางวัดจะให้คณะกรรมการมาตั้งแถวต้อนรับผม ติดคุกแล้วผมยังหาเงินให้วัดหลายครั้ง ต่อมาผมสั่งออกจากคุกให้ยกพระประธานประดิษฐาน โดยห้ามชาวบ้านเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะผมกลัวแก้วแหวนเงินทองจำนวนมากที่นำมาบรรจุ จะหาย !!! เท่านั้นเอง เจ้าอาวาส กรรมการวัด และชาววัดสมบูรณาราม ก็ครหาว่าผมแอบเอากระดูกคุณพ่อคุณแม่มาบรรจุใต้ฐานพระประธานวัดสมบูรณฯ ทั้ง ๆ ที่อัฐิคุณพ่อคุณแม่ของผมยังอยู่ที่วัดยายร้า (ที่เดิม) นับจากนั้นทางวัดก็ไม่ยอมสร้างอุโบสถตามรูปแบบของผม ตามเจตนาของผม และตามศรัทธาของผม พร้อมทั้งเอาช่อฟ้าเอกที่เคยทำเอกสารมอบให้ผมเป็นประธานยก ไปหาเจ้าภาพอื่น ขอเงินเขา 1 แสน และให้เป็นประธานยกขึ้นไปแทนผมทันที เหตุผลที่วัดสมบูรณารามทำเช่นนี้ เพราะเห็นผมเป็นคนไม่ดีนั่นเอง

10. นักเรียนทุนในอุปการะ 57 คน

           ผมเคยอุปการะผู้คนเล่าเรียนจำนวนมากรวมเกือบร้อยคน ที่แจกทุนทั่วไปมีเป็นพัน ๆ คน สมัยนั้นนักเรียนทุกคนเวลาคุยกับผมจะนั่งกับพื้น เมื่อผมติดคุกยังสั่งการออกมาให้มอบเงินทุนรวมหลายล้าน เป็นรางวัลแก่ทุกคนที่มีผลการเรียนดีบ้าง ที่จำเป็นจะใช้บ้าง และก็ให้ทุนทั่ว ๆ ไปทุกงานบ้าง ผมสั่งออกจากคุกให้แจกทุนหลายครั้งแก่ทุกคน สมัยติดคุกมีครั้งหนึ่งผมคิดถึงบุคคลที่ผมเคยอุปการะ จึงมอบหมายให้คนโทรไปสอบถามการเรียน การทำงาน ของนักเรียนทุนที่จบไปแล้ว และที่ยังศึกษาอยู่ กลับมีพ่อแม่และนักเรียนทุน (หลายคน) ตำหนิกลับมาว่า "ไม่ได้ให้ทุนแล้ว จะโทรมาสอบถามอะไรอีก" นั่นคือความตะลึงของผมครั้งแรก !! 

           ส่วนนักเรียนทุนที่ยังไดัเงินอยู่ ก็จะแสดงความเป็นคนดีโดยเขียนจดหมายถึงผมในคุกต่อเนื่อง แต่พอผมพ้นโทษและไม่มีเงินมากพอ จึงไม่ได้มอบทุนต่อ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ก็ทยอยหายไปจากชีวิต แม้แต่นิสิตแพทย์จุฬาฯ นักเรียนนายร้อย จปร. ที่เคยเขียน จม.พรรณนาว่าอยากเจอผม ถึงวันนี้ 8 ปีที่ไม่เคยได้พบหน้ากัน หลังผมติดคุกแล้ว นักเรียนทุนส่วนใหญ่กลับไม่ยอมพบหน้าผม และไม่จริงใจที่จะไปพบผมเอง ส่วนนักเรียนทุน 57 คน ที่จบการศึกษาไปแล้วส่วนใหญ่ แต่กลับไม่มีใครแม้แต่คนเดียว ที่รับพระราชทานปริญญาแล้วจะใส่ครุยพร้อมนำปริญญาบัตรมาขอถ่ายรูปกับผม และไม่มีนักเรียนทุนคนใดจะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนในเฟซบุ๊ก, ไทม์ไลน์, อินสตาแกรม ว่า สำเร็จการศึกษาด้วยเคยรับเงินทุนจากนักโทษในคุก !!!! อดีตนักเรียนทุนทั้งหลาย ที่ทำเช่นนี้กับผมเพราะ ต่างเห็นพี่สิทธิกร บุญฉิม เป็นคนชั่ว ไม่น่าเคารพนับถือไปแล้ว

11. วิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์

           ผมเคยมอบเงินและอุปถัมภ์หาเงินรวม 56 ล้าน ช่วยสร้างอาคารอำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์ พร้อมสร้างพุทธอุทยานนครสวรรค์ เมื่อผมติดคุก พระเทพปริยัติเมธีและคณะสงฆ์นครสวรรค์ ได้บิดเบือนความจริงอันเกี่ยวกับการอุปถัมภ์ของผม จึงถูกผมตำหนิ จากนั้น 8 ปีหลังเกิดคดีถึงวันที่พ้นโทษ ผมได้มา ณ พุทธอุทยานนครสวรรค์เป็นครั้งแรก พระเทพปริยัติเมธีและคณะสงฆ์นครสวรรค์ จากเคยเอาใจผมสมัยขอเงิน แต่ตอนนี้กลับไม่ต้อนรับ และไม่ให้ความสำคัญดังเดิม 8 ปีแล้วที่ผมต้องเข้าคุก พระเทพปริยัติเมธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ไม่ยอมพบหน้าผม ไม่ยอมเจอ ไม่เหมือนสมัยที่ขอเงินจากผม เพราะในสายตาของท่านเห็นผมหมดประโยชน์ เป็นคนไม่ดี ไม่น่าสมาคมแล้ว

           **ยังมีอีกหลายท่าน หลายบุคคล หลายองค์กร หลายวัด จากเคยทำดีกับผมแรก ๆ เพราะเห็นผมมีดีในยามที่เขาขอและได้เงินจากผมไป แต่ตอนนี้จากการที่เป็นคนดีของเขาต้องเปลี่ยนไป เหตุเพราะเขามองว่า ผมเป็นคนชั่ว ด้วยคิดพูดทำสิ่งชั่ว เป็นคนไม่ดีสำหรับเขาไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เงินหรือคุณูปการที่เขาเคยขอ เคยได้จากผม ก็ยังคงคุณอยู่กับเขา เช่น..

           "วัดและองค์กรต่าง ๆ ที่ได้เงินจากการจำหน่ายพระกริ่งและพระเครื่องของผม"

           แต่วันนี้ พวกเขากลับลืมสิ่งที่เคยขอ เคยได้ ซึ่งบุคคลลักษณะนี้ มีจำนวนมากนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะพระภิกษุ แต่โพสต์นี้ผมพิมพ์ไม่ไหว จึงขอยกตัวอย่างมาบอกเล่าเพียงเท่านี้ นะครับ !!!
 


ชื่อ
ไอคอน
ข้อความ
รหัส
 
 
 
ยังไม่มีความคิดเห็น